ก.วิทย์จับมือเอกชนใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน

Home  >>  news  >>  ก.วิทย์จับมือเอกชนใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน

ก.วิทย์จับมือเอกชนใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน

21
Sep,2017

off
  news

สถาบันแสงซินโครตรอน จับมือภาคเอกชนใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งปรับปรุงปุ๋ยเพิ่มมูลค่าลำไย และพัฒนาไหมขัดฟัน ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ภายในงานไทยเท็กซ เอ็กซโป 2017  สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับบริษัท เนเชอรัลเบฟ จำกัด, บริษัท อินเตอร์ อโกร เทค, บริษัท วัซซาดุ ทรานส์มีเดีย จำกัด และหจก.อุดร เนเจอรอล แอนด์ ฟลอสส์ โปรดักส์  เพื่อยกระดับงานวิจัยจากการใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงกระบวนการผลิต สร้างนวัตกรรมทั้งทางด้านอาหาร เกษตร และวัดสุศาสตร์  โดยมี ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ฯ  เป็นประธานในพิธี ฯ

ดร.อรรชกา กล่าวว่า  สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน นับว่าเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะในการวิเคราะห์ วิจัย การปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ภาคอุตสาหกรรม รองรับยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ New Engines of Growth เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้านวัตกรรม และเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยอุตสาหกรรมการผลิต ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม  โดยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ ที่ถือได้ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการประยุกต์ใช้ในหลากหลาย ทั้งทางเกษตร  สิ่งแวดล้อม การแพทย์ วัสดุศาสตร์ และอุตสาหกรรม “ในครั้งนี้ ได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่าง สถาบันฯ กับภาคเอกชนถึง 4 บริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการนำแสงซินโครตรอนมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้สามารถรองรับการแข่งขันได้ในระดับสากล สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาประเทศ สู่ยุคไทยแลนด์ 4.0”

ดร.สราวุฒิ  สุจิตจร  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เปิดเผยว่า  การที่สถาบันฯ  ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับภาคอุตสาหกรรมในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่มีความท้าทาย เพราะเป็นการลงนามร่วมกันถึง 4 บริษัท ซึ่งในเบื้องต้นบริษัทได้นำโจทย์วิจัยมาปรึกษากับทางสถาบันฯ  เช่น บริษัท อินเตอร์ อโกร เทค ที่ประกอบธุรกิจผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมีรายใหญ่ บริษัทให้ความสนใจใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนศึกษาองค์ประกอบทางเคมีที่มีอยู่ในมูลค้างคาว เช่น ไคโตซาน และฮอร์โมนที่จะเร่งการเจริญเติบโตของพืช  นอกจากนั้น ยังได้ศึกษาอัตราการซึมผ่านรวมถึงความสามารถในการควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหารของปุ๋ยอินทรีย์เคมีจากมูลค้างคาวเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี ด้วยการถ่ายภาพสามมิติของการซึมผ่านของน้ำเข้าไปในเม็ดปุ๋ยเทคนิค X-ray Imaging and X-ray Tomographic Microscopy เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงการผลิตปุ๋ยจากมูลค้างคาวให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นต่อไป. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews

Comments are closed.